ประโยชน์ของมะระ

ด้วยความที่รสชาติของมะระออกจะขม กินแล้วไม่อร่อยเท่าไร แต่ว่าภายใต้ความขมนั้นมีประโยชน์อย่างมาก อยากให้ลองอ่านสรรพคุณของมะระให้ถี่ถ้วนกันอีกที เผื่อจะเปลี่ยนใจ

มะระกับหลากหลายชื่อเรียกมะระหรือมะระจีนลูกใหญ่ๆ มีชื่อพื้นบ้านอยู่หลายชื่อด้วยกัน บ้างก็เรียกผักไฮ ผักไซ่ ผักไห่ มะร้อยรู มะไห่ สุพะซู หรือสุพะเด ส่วนชื่อภาษาอังกฤษของมะระก็มีทั้ง Bitter cucumber, Bitter Chinese, Bitter melon, Balsam pear, Leprosy gourd และ Karela

ในส่วนของชื่อวิทยาศาสตร์ของมะระนั้นมีชื่อว่า Momordica charantia Linn. มะระจัดเป็นพืชในวงศ์ Cucurbitaceae จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับฟัก แตงกวา และบวบ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะระจะเป็นไม้เถา มีมือเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว รูปร่างคล้ายฝ่ามือของคน ขอบใบหยักเป็นซี่ห่าง ๆ ใบและลำต้นมีขนสากอยู่ทั่วไป ดอกมะระมีสีเหลือง ออกดอกเดี่ยวตามซอกใบ ผลมะระมีขนาดใหญ่สีออกขาวอมเขียว ผิวขรุขระ ร่องใหญ่ ผลยาวประมาณ 4-9 นิ้ว ในบ้านเรามักจะใช้ประโยชน์จากยอดอ่อนมะระ ผลอ่อน ใบ ราก และเถามากกว่าส่วนอื่นๆ

คุณค่าทางโภชนาการของมะระ

ในปริมาณ 100 กรัม กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แสดงคุณค่าทางโภชนาการของมะระ ดังนี้ พลังงาน 31 กิโลแคลอรี น้ำ 92 กรัม โปรตีน 1 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 6.3 กรัม

ไฟเบอร์ 0.7 กรัม เถ้า 0.5 มิลลิกรัม แคลเซียม 21 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 32 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.7 มิลลิกรัม ไทอะมีน 0.05 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.03 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 85 มิลลิกรัม

มะระ สรรพคุณไม่น้อยเลยนะ

คราวนี้มาดูสรรพคุณของมะระกันบ้าง ว่ามะระมีประโยชน์ต่อสุขภาพยังไง

  1. ลดน้ำตาลในเลือด

มีการวิจัยพบว่า ในเปลือกมะระมีสารชาแรนทิน (charantin) และพอลิเพปไทด์-พี (polypeptide-p) ซึ่งมีสรรพคุณกระตุ้นการเปลี่ยนกลูโคสในกระแสเลือดให้เป็นไกลโคเจนที่ตับ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในตับอ่อน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้

นอกจากนี้ยังมีอีกงานวิจัยหนึ่งที่พบว่าในมะระมีสารไวซีน (vicine) และสารออกฤทธิ์อื่น ๆ ที่เมื่อลองฉีดแบบอินซูลินกับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 แล้วพบว่า สารตัวนี้ออกฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

ในคนที่กินยาลดเบาหวานอยู่แล้ว การกินมะระในปริมาณมากอาจทำให้น้ำตาลในเลือดลดจนเกินไปได้นะคะ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังและควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่สกัดมาจากมะระด้วย แต่หากกินมะระเป็นอาหารปกติก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้มากเท่าไร

  1. บำรุงตับ

ผศ. ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า ในมะระมีสารที่ช่วยเพิ่มเอนไซม์ในการทำลายสารพิษในตับได้ จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีผลดีกับการทำงานของตับในมนุษย์ด้วย

  1. ป้องกันมะเร็งเต้านม

ในเรื่องนี้ ผศ. ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า นักวิจัยที่สถาบันมะเร็งพบว่า สารในมะระมีผลช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมในหนูกลุ่มที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งเต้านม

  1. สมานแผล

รากมะระจีนมีสรรพคุณในการฝาดสมาน โดยในตำรายาไทยพบว่ามีการนำรากมะระจีนไปต้มดื่มรักษาโรคริดสีดวงทวาร แก้บิด และแก้ไข้ได้

  1. แก้ไข้

เถามะระจีนมีสรรพคุณใช้ดับพิษร้อน แก้ไข้ แก้บิด โดยนำเถามะระตากแห้งแล้วต้มดื่มเป็นชา

  1. ขับพยาธิตัวกลม

เมล็ดของมะระจีนก็มีสรรพคุณในการขับพยาธิตัวกลม โดยเมล็ดมะระจะมีรสขม สามารถนำมาตากแห้งและต้มดื่มเป็นชามะระได้

  1. ช่วยให้เจริญอาหาร

เรามักได้ยินคนพูดว่า กินมะระแล้วจะกินอาหารได้อร่อยขึ้น นั่นเพราะสารโมโมดิซีนที่ทำให้มะระมีรสขม มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นให้รู้สึกอยากอาหาร กินแล้วจะทำให้เราเจริญอาหารมากขึ้น และยังช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยแก้ท้องผูกด้วย

ได้รู้สรรพคุณของมะระกันไปแล้วคราวนี้เรามาดูกันค่ะว่า มะระจะนำมาทำเป็นเมนูอาหารอร่อยๆ ได้กี่เมนูบ้าง มาดูกันเลย

 

 

 

ติดคาเฟอีนเสี่ยงตาย

แน่นอนทุกเช้าตื่นมาหลายคนโดยเฉพาะคอกาแฟ ทั้งหลายเป็นอันต้องดื่มทั้งมีความเชื่อว่าไม่ได้กินทำงานไม่ได้บ้างแหละจนติดกันเลยทีเดียวโดย
สารคาเฟอีนมีอยู่ในเครื่องดื่มทั่วไป ทั้งน้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลังอีกหลายชนิด สารคาเฟอีนมีประโยชน์ช่วยกระตุ้นระบบประสาทให้ตื่นตัว แต่การได้รับสารคาเฟอีนมากเกินไป ก็ก่อให้เกิดเสียกับร่างกายได้เหมือนกัน วันนี้เราลองมาดูกันว่าอันตรายจากคาเฟอีนนั้นมีอะไรบ้าง

1.ทำให้เกิดอาการปวดหัว สารคาเฟอีนในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ แต่หากร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไป จะกระตุ้นทำให้เกิดอาการปวดหัวมากขึ้น หากได้รับคาเฟอีนมากอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้กลายเป็นไมเกรนได้ในที่สุด

2.ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หากรู้สึกมีอาการใจสั่น ให้รู้ไว้เลยว่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไปแล้ว โดยทั่วไปหากดื่มกาแฟหลายแก้วใน 1 วัน จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว เพราะคาเฟอีนกระตุ้นประสาทมากเกินไป ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและอาจจะเป็นอันตรายสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้

3.เพิ่มความดันโลหิต จากการศึกษาวิจัยพบว่า การได้รับคาเฟอีนเพียงแค่ 160 มิลลิกรัม ก็ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้แล้ว ดังนั้นในแต่ละวัน ไม่ควรได้รับคาเฟอีนเกินกว่า 250 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับกาแฟ 2 แก้ว.ทำให้ร่างกายรู้สึกเลือดสูบฉีดมากเกินปกติอาจมีอาการดีดจนเกินไป

4.เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ สำหรับกลุ่มวัยรุ่น ที่ดื่มกาแฟมากเกินไป จะทำให้ร่างกายได้รับคาเฟอีนในปริมาณมาก จนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ คาเฟอีนไม่ได้มีแต่ในกาแฟเท่านั้น แต่ยังมีในช็อกโกแลต ยาพาราเซตามอล น้ำอัดลมอีกด้วย

5.ลำไส้แปรปรวน หากร่างกายได้รับคาเฟอีน 500 – 600 มิลลิกรัม เท่ากับกาแฟ 5 – 6 แก้ว จะทำให้เกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน จนเกิดอาการลำไส้แปรปรวนได้ คาเฟอีนยังมีฤทธิ์ในการขับน้ำ จึงทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยเรียกได้ว่าต้องเข้าห้องน้ำบ่อยจนเบื่อกันเลยแหละ

6.แน่นอนกับอาการนอนไม่หลับ คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท หากร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียมากก็ตาม ทำให้หัวใจเต้นเร็วและทำให้ตาแข็งตาสว่างอยู่ตลอดอีกด้วย

7.อาจก่อให้เกิดอาการประสาทหลอน อาการประสาทหลอนที่เกิดจากร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไปนั้น เกิดจากความเครียดเนื่องจากร่างกายไม่ได้พักผ่อน ทำให้ฮอร์โมนอะดรีนาลีนหลั่งออกมามากเกินไป

8.อาจทำให้เสียชีวิตก่อนวันอันควร การดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วอย่างต่อเนื่อง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การดื่มกาแฟเพื่อกระตุ้นร่างกายนั้น เป็นการดึงพลังงานสำรองออกมาใช้ หากอยากเพิ่มพลังให้ร่างกาย ให้เปลี่ยนมานอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอจะดีกว่า

9.เสียชีวิตกะทันหัน หากร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไป จะทำให้เกลือแร่ในร่างกายเสียสมดุล จนทำให้เกิดอาการชัก ปอดแฟบ หัวใจบีบรัด ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดและหัวใจล้มเหลว จนทำให้เสียชีวิตได้ ระดับคาเฟอีนที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอยู่ที่ 5,000 – 10,000 มิลลิกรัม

เห็นได้ว่าสารคาเฟอีนมีทั้งประโยชน์และโทษ หากร่างกายได้รับในปริมาณที่พอดี จะช่วยกระตุ้นระบบประสาท ทำให้ตื่นตัว สมองสดชื่น แต่หากได้รับมากเกินไป จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ทำให้หัวใจเต้นแรง ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น จนอาจทำให้เสียชีวิตได้อย่างฉับพลันเราควรเลือกบริโภคให้เหมาะสมกับร่างกายของตนเองจะดีที่สุดเพื่อสุขภาพคุณเอง

 

 

 

 

 

อาการปวดหัวบอกอะไร

             โรคปวดศีรษะที่พบมากที่สุด เป็นโรคปวดหัวที่เกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะ ตำแหน่งที่ปวดศีรษะที่พบบ่อยคือ ตำแหน่งบริเวณหน้าผากและขมับทั้งสองข้าง บางครั้งร้าวมาที่ด้านหลังของศีรษะและต้นคอ รวมถึงบ่าไหล่ร่วมด้วย อันนี้เป็นภาวะที่สัมพันธ์กับความเครียดด้วย

นอกจากนี้ยังมีอาการปวดศีรษะจากโรคไมเกรน จะมีอาการปวดบริเวณขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะปวดสลับกันได้ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวา และเวลาปวดบางครั้งอาจจะมีปวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย คนไข้ก็จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ และขณะที่มีอาการปวด ถ้าอยู่ในที่แสงสว่างจ้า เสียงดังหรือว่ากลิ่นฉุนอาการจะแย่ลง

อาการปวดที่พบบ่อย คือปวดบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างลงมาจนถึงบริเวณหน้าผากด้วย หรือว่าปวดตรงบริเวณดั้งจมูก อันนี้เป็นตำแหน่งของไซนัส ถ้าเกิดมีการอักเสบของไซนัส คนไข้ก็จะมีอาการปวดที่ตรงตำแหน่งนี้

อาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของกราม มักจะมีอาการปวดบริเวณหน้าใบหู ซึ่งสัมพันธ์กับการเคี้ยวอาหารร่วมด้วย คนไข้บางคนอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีการกัดฟันตอนเวลานอน ตื่นเช้ามาก็รู้สึกว่าเวลาขยับปากหรือเวลาเคี้ยวอาหาร จะรู้สึกปวดบริเวณหน้าใบหู อาจจะสัมพันธ์กับภาวะกระดูกกรามหน้าใบหูอักเสบได้

อาการปวดอาจจะมาจากโรคร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือว่าโรคเนื้องอกสมอง ซึ่งพวกนี้ อาการปวดจะมีลักษณะรุนแรง มีการปวดที่เป็นอย่างรุนแรงมากขึ้นชนิดที่ว่า ในชาตินี้ไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน ไม่เคยปวดแบบนี้ อันนี้เราก็เริ่มสงสัยแล้ว นอกจากนี้อาจจะมีอาการมองเห็นที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเห็นภาพซ้อน หรือว่ามองเห็นไม่ชัด มีการชาหรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายร่วมด้วย หรือบางคนอาจจะมีลักษณะพฤติกรรมที่ผิดปกติไปกว่าเดิม รวมไปถึงชัก

เมื่อมีอาการปวดหัวเหล่านี้ แนะนำให้มาพบแพทย์โดยเร่งด่วน หรือว่าอาการปวดศีรษะที่มีไข้หรือคอแข็งร่วมด้วย พวกนี้อาจจะเป็นตัวบอกว่ามีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง อันนี้ก็แนะนำให้มาพบแพทย์ทันทีอย่าไว้ใจอาการปวดหัวแค่เพียงเห็นเป็นอาการป่วยเล็กน้องแค่กินยาพาราก็หาย การใช้ยาเกินขนาดกินติดต่อกันนานเกิดพอดียิ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเองอีกด้วยอย่าลืมสังเกตอาการแล้วไปหาหมอกันด้วยล่ะ